ประวัติวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร
ดอยจอมทองในสมัยพุทธกาล
ดอยนี้คือที่ตั้งของวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดที่พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ ดอยจอมทองนี้มีสัณฐานเป็นภูเขาสูงจากระดับพื้นที่ราบอื่น ยอดดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาลมีเมืองๆหนึ่ง ชื่อว่า "เมืองอังครัฏฐะ" ห่างจากเมืองประมาณ ๕๐๐ วา มีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่าระมิงคะนที (แม่น้ำปิง) ไหลมาจากทิศเหนือผ่านเชิงดอยจอมทองไหลลงไปถึงมหาสมุทร และยังมีแม่น้ำอีกสายหนึ่งชื่อ สักการะนที (แม่น้ำแม่กลาง) ไหลจากท้องดอยลูกหนึ่งชื่อ อังคสักการะ (ดอยอังกาหรือดอยอินทนนท์) ไหลผ่านดอยจอมทองมาทางทิศตะวันตก ห่างจากเชิงดอยประมาณ ๓๐๐ วา แล้วไหลไปตกแม่น้ำระมิงคะนที ที่บ้านสบเตี้ยะ (เรียกว่า สบกลาง) ทางทิศใต้ของดอยจอมทอง เมืองอังครัฎฐะนั้นมีเจ้าผู้ครองนครนามว่า พระยาอังครัฏฐะ
พระยาอังครัฏฐะ ได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า "บัดนี้พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เวลานี้ประทับอยู่เมืองราชคฤห์ ในประเทศอินเดีย" จึงอธิษฐานขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงเสด็จมาสู่เมืองอังครัฏฐะ ทรงแสดงธรรม และทรงพยากรณ์ไว้ว่า "เมื่อเราตถาคตนิพพานแล้ว ธาตุพระเศียรเบื้องขวาของเรา จักมาประดิษฐานอยู่ ณ ดอยจอมทองแห่งนี้" แล้วเสด็จกลับ ส่วนพญาอังครัฎฐะทรงสดับพระดำรัสที่ตรัสพยากรณ์นั้นแล้ว ได้ทรงรับสั่งให้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่ทรงพยากรณ์ไว้
กาลล่วงมาถึงรัชสมัยแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหาเป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาไว้ ทรงอธิษฐานไว้ว่า "ต่อไปข้างหน้า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ฝูงชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา"
เมื่อถึง พ.ศ. ๑๙๙๕ พ่อสร้อย แม่เม็ง สองสามีภรรยา บ้านอยู่ใกล้ดอยจอมทอง ได้เริ่มสร้างวัดขึ้นบนยอดดอยจอมทอง แล้วให้ชื่อว่า "วัดศรีจอมทอง" การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี พ่อสร้อย แม่เม็ง ก็ได้ถึงแก่กรรมไป
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ชื่อ สิบเงิน กับ สิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจอมทอง และได้ก่อสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้นหนึ่งหลังจนเสร็จ แล้วได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาส
กาลล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๐๔๒ ในสมัยที่พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาส มีตาปะขาวคนหนึ่งเกิดนิมิตฝันว่า ที่ใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้ มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้สักการบูชาต่อไป ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันให้เจ้าอาวาสฟัง ท่านจึงได้ทำการอธิษฐานว่า "ถ้ามีจริงดังฝันนั้น ขอให้กระบรมธาตุจงเสด็จออกมาในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด" เมื่ออธิษฐานแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ได้พบพระบรมธาตุอยู่ในช่องใจกลางพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งตั้งอยู่ภายในวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้ โดยเงียบๆ สืบมา
ถึง พ.ศ. ๒๐๕๘ สมัยที่พระสีลปัญโญเป็นเจ้าอาวาส ได้มีพระมหาพุทธญาโณเถระ ได้ตำนานพระทักขิณโมลีธาตุมาจากพุกาม จึงได้สั่งให้พระอานันทะผู้เป็นศิษย์ ไปสืบดูพระบรมธาตุที่วัดศรีจอมทอง จึงได้ทำการสักการบูชาอธิษฐานอยู่ ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญเมื่อได้เห็นอาการดังนั้น จึงได้นำเอาพระบรมธาตุที่ได้เก็บรักษากันต่อๆมานั้น ออกมาแสดงให้พระอานันทะทราบ พระอานันทะจึงได้นำความไปแจ้งแก่พระมหาพุทธญาโณผู้เป็นอาจารย์ ฝ่ายพระมหาพุทธญาโณเมื่อได้ทราบดังนั้น จึงได้นำความไปทูลพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราชเจ้า (พระรัตนราช , พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ให้ทรงทราบ
พ.ศ. ๒๐๖๐ พระเมืองแก้ว จึงอาราธนาให้พระพุทธญาโณเป็นหัวหน้าไปสร้างวิหารจตุรมุข และก่อปราสาทไว้ภายในวิหารนั้น แล้วอัญเชิญพระบรมธาตุเข้าประดิษฐานไว้ภายในปราสาทนั้น พระบรมธาตุจึงได้รับการเก็บรักษาไว้โดยวิธีนี้ต่อๆมา จนกระทั่งถึงกาลปัจจุบันนี้
ขอบพระคุณข้อมูลจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร
ภาพวาดฝาผนังบางส่วนภายในพระอุโบสถวัดพระธาตุศรีจอมทอง






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น