วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563

ผางลาง



           ผางลาง



      เล่าเรื่องอดีตตอนของเก่าของแก่ชนิดหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ผางลาง “ ปกติจะมี 2 ตัวคือตัวผู้และตัวเมีย ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมีย เสียงก็แตกต่างกัน ผางลางจะมีเสียงกึกก้องก็ต่อเมื่อเราต้องเขย่าถึงจะมีเสียงเกิดขึ้น เสียงของผางลางจะดังกึกก้องไปไกลเป็นกิโลเมตรอยู่ต่างหมู่บ้านก็จะได้ยิน เสียงชัดเจน เสียงของผางลางจะกังวานไพเราะเสนาะหูกว่าเสียงของกระดิ่งวัวควายหลายเท่า เดี๋ยวนี้มีเหลืออยู่ไม่มาก


    คนสมัยก่อนใช้ผางลางใน 3 กรณีคือ      1.เมื่อมีเหตุที่ทำให้เกิดความสุขและความดีงาม เช่น หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็จะนำผางลางมาเขย่าให้เกิดเสียงดังเพื่อประกาศ ให้คนทั่วไปทั้งในหมู่บ้านและบ้านใกล้เรือนเคียงได้ทราบว่าเก็บเกี่ยวข้าว เสร็จแล้วและข้าวอุดมสมบูรณ์ดี และเป็นการขอบคุณเทวดาหรือขอบคุณดินฟ้าอากาศที่ทำให้ได้ผลผลิตมากและขอให้ปีหน้าผลผลิตข้าวอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมและถือเป็นการละเล่นสนุกสนานก็ได้2.เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น เกิดกบกินเดือนหรือจันทรุปราคา ปกติชาวบ้านสมัยก่อนถ้ามีเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น กบกินเดือนก็จะใช้วิธีตีเกราะเคาะไม้ให้เกิดเสียงดัง ตีเล้าเป็ดเล้าไก่ ตีปี๊บ และอีกอย่างหนึ่งถ้าหมู่บ้านไหนมีผางลางชาวบ้านจะนำผางลางมาเขย่าให้เกิด เสียงดังเพื่อจะไล่ให้กบคายเดือนออกมาอย่างนี้เป็นต้น
3. การค้าขายโบราณมักจะบรรทุกข้าวของเดินทางแรมรอนไปแลกเปลี่ยนสินค้าต่างถิ่น เรียก ขบวนวัวต่าง ก่อนออกเดินทางพ่อค้าวัวต่างจะผูกผางลางใว้บนหลังวัวนำขบวน พอวัวเริ่มเดิน ผางลางก็จะแกว่ง เป็นการส่งสัญญานแก่ขบวนวัวต่างที่สวนผ่านมา เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย ส่่วนกระดิ่งที่ผูกคอวัวในขบวนวัวต่าง จะเรียก"เด็งปันเมา"จะเป็นกระพรวนห้าลูกบ้างเจ็ดลูกบ้าง เพราะการเดินทางแบบนี้จะทำให้เบื่อหน่าย การได้ยินกระพรวนแกว่งไกวจะทำให้เพลิดเพลินในอารมณ์ คลายเหงาในการเดินทางได้บ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก
เพจ : เรื่องเล่าชาวล้านนา


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

พญาลวง


พญาลวง




    พญาลวง คือสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่งที่มีปรากฏอยู่ในศิลปกรรมล้านนาเกือบทุกประเภท มักถูกเข้าใจว่าเป็นพญานาค หากสังเกตและวิเคราะห์ให้ดีแล้วจะพบว่าแตกต่างกัน ซึ่งพญาลวงจะมีขาสี่ขาอย่างมังกร มีหู มีปีก และมีเขา ซึ่งพญาลวงนี้เป็นสัตว์ในนิยาย ที่ปรากฏรูปในศิลปกรรมล้านนา คำว่า ลวง ในที่นี่ อาจหมายถึงสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่ารับรูปแบบมาจากศิลปกรรมของจีน เพราะมีลักษณะคล้ายมังกรของจีน แต่พญาลวงของล้านนานั้น มีรูปร่างลักษณะที่เหมือนจริงมากกว่า

    พญาลวง เป็น สัตว์มงคล เป็นสัตว์นำโชค ของคนไทลื้อ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าทำความดี จะได้เจอกับ พญาลวง ซึ่งเป็นสัตว์ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างมนุษย์ และสวรรค์ พญาลวง ประกอบด้วย สัตว์ มงคล 5 อย่าง ได้แก่ ช้าง,กวาง,ปลา,นก ,สิงห์ เรียก หรือ เข้าใจ ง่ายๆ ว่า เป็น มังกร “ไทลื้อ” หรือ คำว่า ” เล้ง” หลง ก็ คือ มังกร ในภาษาจีน มีการผสมสัตว์สองชนิดเข้าด้วยกันได้แก่ มังกรและพญานาค รูปลักษณ์ของตัวลวง นำมาจากสัตว์หลายประเภท เช่น มีเขาเหมือกวาง มีหัวคล้ายวัว มีเกล็ดและหางเหมือนปลา มีงวงและงา เหมือนช้าง มีเท้าเหมือนม้า และมีปีกเหมือนนก เชื่อกันว่าพญาลวงเป็นสัตว์มงคล ถ้าบินอยู่บนฟ้าก็จะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถ้าอยู่ในท้องน้ำก็จะทำให้ท้องน้ำบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์




    พญาลวง ตัวลวงของล้านนามีลักษณะคล้ายมังกรและพญานาครวมกัน จะมีเขา ปีก และขา เชื่อว่าคำว่า “ลวง” เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากคำว่า “เล้ง” ที่แปลว่า มังกร ซึ่งมีความหมายถึงพลัง อำนาจ ความยิ่งใหญ่ เพศชายราตรีใดที่มองเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบทาบขอบฟ้าแดนไกลดูช่างงดงามกระไรหาใดเปรียบ ความงามจากปรากฏการณ์นี้ชาวล้านนาเรียกขานว่า “ลวงเล่นฝ้า”

    ความงามนี้ กวีได้นำมาเปรียบเทียบเชิงอุปมาว่า เสมือนอาการของนารีผู้เลอโฉมกำลังยกบาทย่างย้าย ดังที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวบทหนึ่งว่า “ร่างก็แค้ว แอวก็ไหว ยกย่างไป เหมือนลวงเล่นฝ้า”บทกวีดังกล่าว ทำให้เกิดความสงสัยว่า “ลวง” คืออะไร ทำไมไประเริงเล่นในหมู่มวลเมฆ ตรงนี้มีคำตอบจากเรื่องเล่าของชาวบ้านที่เล่าสืบกันมาว่า “ลวง” หรือ “พญาลวง” เป็นสัตว์ครึ่งนาคครึ่งมังกร กลายร่างจากท่อนไม้ลิ้นฟ้า(เพกา) ที่ชาวบ้านนำมาวางกั้นบริเวณร่องน้ำที่รับน้ำฝนจากชายคาเพื่อมิให้น้ำเข้าใต้ถุนเรือน โดยจะกลายร่างในเวลากลางคืนเลื้อยขึ้นผยองบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังเขาสัตตบริภัณฑ์เพื่อไปกิน “หน่อเงิน หน่อคำ” ที่เขาแห่งนั้น จวบจนฟ้าสางใกล้สว่างก็กลับมานอนเป็นท่อนไม้ขวางขนานกับร่องน้ำตามปกติ ลักษณาการที่พญาลวงเยื้องย่างกรีดกรายเลื้อยชำแรกแทรกดั้นไปในกลีบเมฆน้อยใหญ่ ด้วยอานุภาพพญาลวงจึงทำให้เกิดแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ วูบวาบ เสมือนได้แสงสะท้อนจาก “แว่นฟ้า” ส่องฉากฝ้าให้งดงาม


ขอบคุณ ข้อมูลจาก
 เพจ : เมืองเหนือบ้านเฮา

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563

ตุงกระด้าง


#ตุงกระด้าง




ศิลปะล้านนา ที่มีผู้นำมาถวายและได้นำมาจัดแสดงมี ๒ แบบ คือ 
แบบที่ ๑. ทำด้วยไม้และโลหะ ประกอบด้วยแผ่นตุงทำด้วยโลหะฉลุลายเป็นลวดลายดอกไม้ เครือเถา และลายกระหนก ยึดติดอยู่กับเสาตุง ส่วนยอดเสาทำเป็นรูปไก่อยู่ใต้ฉัตร (ส่วนภาพที่นำมาประกอบนี้ ใต้ยอดฉัตรจะเป็นองค์เทพพนมในลักษณะท่ายืน)


แบบที่ ๒. ทำด้วยแผ่นไม้ แกะสลักเป็นลายดอกไม้ และเถาวัลย์ ลงรัก ปิดทอง ส่วนยอดทำเป็นรูปหงส์อยู่เหนือฐาน

ตุง เป็นภาษาล้านนามาจากคำว่า ธง คนล้านนาเชื่อว่า การใช้ตุงจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในพุทธศาสนาและประเพณีเกี่ยวกับชีวิต 

การสร้างตุงและการใช้ตุงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเป็นการบูชาพระธาตุ บูชาพระพุทธรูป การปักประดับในงานเฉลิมฉลองศาสนวัตถุต่างๆ การสืบทอดพระศาสนาให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี การเข้าสู่พระนิพาน การอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย
มักตั้งอยู่ภายในวัด บริเวณฐานชุกชี หน้าวิหารหรืออุโบสถ และรายรอบเจดีย์ ตุงจึงเป็นเครื่องสักการะประเภทหนึ่งที่ทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ผ้า กระดาษ ไม้



ตุงที่ทำมาจากไม้เรียกว่า ตุงกระด้าง เป็นวัฒนธรรมที่ล้านนารับมาจากพม่า ชาวพม่านิยมสร้างตุงกระด้างสำหรับถวายแด่พระรัตนตรัยอย่างถาวร มักถวายเป็นคู่ไว้หน้าพระประธานหรือหน้าอุโบสถ วิหาร บางแห่งทำไว้กลางลานวัดหรือใกล้พระเจดีย์
ตุงกระด้างเป็นตุงที่ทำด้วยไม้หรือโลหะ มีการแกะสลักประดับด้วยโลหะฉลุลายหรือประดับปูนปั้นเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายเครือเถาลายกระหนก ลายรูปสัตว์ โดยทั่วไปจะนิยมแกะสลักเป็นรูปสัตว์
ขอบคุณข้อมูล : วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง หรือเทศกาลสงกรานต์

  ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง การเริ่มต้นแห่งศักราชใหม่ (ผู้เขียน พนมกร นันติ) ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง หรือเทศกาลสงกรานต์ คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสัน...