วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563

ผางลาง



           ผางลาง



      เล่าเรื่องอดีตตอนของเก่าของแก่ชนิดหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ผางลาง “ ปกติจะมี 2 ตัวคือตัวผู้และตัวเมีย ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมีย เสียงก็แตกต่างกัน ผางลางจะมีเสียงกึกก้องก็ต่อเมื่อเราต้องเขย่าถึงจะมีเสียงเกิดขึ้น เสียงของผางลางจะดังกึกก้องไปไกลเป็นกิโลเมตรอยู่ต่างหมู่บ้านก็จะได้ยิน เสียงชัดเจน เสียงของผางลางจะกังวานไพเราะเสนาะหูกว่าเสียงของกระดิ่งวัวควายหลายเท่า เดี๋ยวนี้มีเหลืออยู่ไม่มาก


    คนสมัยก่อนใช้ผางลางใน 3 กรณีคือ      1.เมื่อมีเหตุที่ทำให้เกิดความสุขและความดีงาม เช่น หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็จะนำผางลางมาเขย่าให้เกิดเสียงดังเพื่อประกาศ ให้คนทั่วไปทั้งในหมู่บ้านและบ้านใกล้เรือนเคียงได้ทราบว่าเก็บเกี่ยวข้าว เสร็จแล้วและข้าวอุดมสมบูรณ์ดี และเป็นการขอบคุณเทวดาหรือขอบคุณดินฟ้าอากาศที่ทำให้ได้ผลผลิตมากและขอให้ปีหน้าผลผลิตข้าวอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมและถือเป็นการละเล่นสนุกสนานก็ได้2.เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น เกิดกบกินเดือนหรือจันทรุปราคา ปกติชาวบ้านสมัยก่อนถ้ามีเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น กบกินเดือนก็จะใช้วิธีตีเกราะเคาะไม้ให้เกิดเสียงดัง ตีเล้าเป็ดเล้าไก่ ตีปี๊บ และอีกอย่างหนึ่งถ้าหมู่บ้านไหนมีผางลางชาวบ้านจะนำผางลางมาเขย่าให้เกิด เสียงดังเพื่อจะไล่ให้กบคายเดือนออกมาอย่างนี้เป็นต้น
3. การค้าขายโบราณมักจะบรรทุกข้าวของเดินทางแรมรอนไปแลกเปลี่ยนสินค้าต่างถิ่น เรียก ขบวนวัวต่าง ก่อนออกเดินทางพ่อค้าวัวต่างจะผูกผางลางใว้บนหลังวัวนำขบวน พอวัวเริ่มเดิน ผางลางก็จะแกว่ง เป็นการส่งสัญญานแก่ขบวนวัวต่างที่สวนผ่านมา เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย ส่่วนกระดิ่งที่ผูกคอวัวในขบวนวัวต่าง จะเรียก"เด็งปันเมา"จะเป็นกระพรวนห้าลูกบ้างเจ็ดลูกบ้าง เพราะการเดินทางแบบนี้จะทำให้เบื่อหน่าย การได้ยินกระพรวนแกว่งไกวจะทำให้เพลิดเพลินในอารมณ์ คลายเหงาในการเดินทางได้บ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก
เพจ : เรื่องเล่าชาวล้านนา


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

พญาลวง


พญาลวง




    พญาลวง คือสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่งที่มีปรากฏอยู่ในศิลปกรรมล้านนาเกือบทุกประเภท มักถูกเข้าใจว่าเป็นพญานาค หากสังเกตและวิเคราะห์ให้ดีแล้วจะพบว่าแตกต่างกัน ซึ่งพญาลวงจะมีขาสี่ขาอย่างมังกร มีหู มีปีก และมีเขา ซึ่งพญาลวงนี้เป็นสัตว์ในนิยาย ที่ปรากฏรูปในศิลปกรรมล้านนา คำว่า ลวง ในที่นี่ อาจหมายถึงสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่ารับรูปแบบมาจากศิลปกรรมของจีน เพราะมีลักษณะคล้ายมังกรของจีน แต่พญาลวงของล้านนานั้น มีรูปร่างลักษณะที่เหมือนจริงมากกว่า

    พญาลวง เป็น สัตว์มงคล เป็นสัตว์นำโชค ของคนไทลื้อ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าทำความดี จะได้เจอกับ พญาลวง ซึ่งเป็นสัตว์ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างมนุษย์ และสวรรค์ พญาลวง ประกอบด้วย สัตว์ มงคล 5 อย่าง ได้แก่ ช้าง,กวาง,ปลา,นก ,สิงห์ เรียก หรือ เข้าใจ ง่ายๆ ว่า เป็น มังกร “ไทลื้อ” หรือ คำว่า ” เล้ง” หลง ก็ คือ มังกร ในภาษาจีน มีการผสมสัตว์สองชนิดเข้าด้วยกันได้แก่ มังกรและพญานาค รูปลักษณ์ของตัวลวง นำมาจากสัตว์หลายประเภท เช่น มีเขาเหมือกวาง มีหัวคล้ายวัว มีเกล็ดและหางเหมือนปลา มีงวงและงา เหมือนช้าง มีเท้าเหมือนม้า และมีปีกเหมือนนก เชื่อกันว่าพญาลวงเป็นสัตว์มงคล ถ้าบินอยู่บนฟ้าก็จะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถ้าอยู่ในท้องน้ำก็จะทำให้ท้องน้ำบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์




    พญาลวง ตัวลวงของล้านนามีลักษณะคล้ายมังกรและพญานาครวมกัน จะมีเขา ปีก และขา เชื่อว่าคำว่า “ลวง” เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากคำว่า “เล้ง” ที่แปลว่า มังกร ซึ่งมีความหมายถึงพลัง อำนาจ ความยิ่งใหญ่ เพศชายราตรีใดที่มองเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบทาบขอบฟ้าแดนไกลดูช่างงดงามกระไรหาใดเปรียบ ความงามจากปรากฏการณ์นี้ชาวล้านนาเรียกขานว่า “ลวงเล่นฝ้า”

    ความงามนี้ กวีได้นำมาเปรียบเทียบเชิงอุปมาว่า เสมือนอาการของนารีผู้เลอโฉมกำลังยกบาทย่างย้าย ดังที่ปรากฏในวรรณกรรมคร่าวบทหนึ่งว่า “ร่างก็แค้ว แอวก็ไหว ยกย่างไป เหมือนลวงเล่นฝ้า”บทกวีดังกล่าว ทำให้เกิดความสงสัยว่า “ลวง” คืออะไร ทำไมไประเริงเล่นในหมู่มวลเมฆ ตรงนี้มีคำตอบจากเรื่องเล่าของชาวบ้านที่เล่าสืบกันมาว่า “ลวง” หรือ “พญาลวง” เป็นสัตว์ครึ่งนาคครึ่งมังกร กลายร่างจากท่อนไม้ลิ้นฟ้า(เพกา) ที่ชาวบ้านนำมาวางกั้นบริเวณร่องน้ำที่รับน้ำฝนจากชายคาเพื่อมิให้น้ำเข้าใต้ถุนเรือน โดยจะกลายร่างในเวลากลางคืนเลื้อยขึ้นผยองบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังเขาสัตตบริภัณฑ์เพื่อไปกิน “หน่อเงิน หน่อคำ” ที่เขาแห่งนั้น จวบจนฟ้าสางใกล้สว่างก็กลับมานอนเป็นท่อนไม้ขวางขนานกับร่องน้ำตามปกติ ลักษณาการที่พญาลวงเยื้องย่างกรีดกรายเลื้อยชำแรกแทรกดั้นไปในกลีบเมฆน้อยใหญ่ ด้วยอานุภาพพญาลวงจึงทำให้เกิดแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ วูบวาบ เสมือนได้แสงสะท้อนจาก “แว่นฟ้า” ส่องฉากฝ้าให้งดงาม


ขอบคุณ ข้อมูลจาก
 เพจ : เมืองเหนือบ้านเฮา

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563

ตุงกระด้าง


#ตุงกระด้าง




ศิลปะล้านนา ที่มีผู้นำมาถวายและได้นำมาจัดแสดงมี ๒ แบบ คือ 
แบบที่ ๑. ทำด้วยไม้และโลหะ ประกอบด้วยแผ่นตุงทำด้วยโลหะฉลุลายเป็นลวดลายดอกไม้ เครือเถา และลายกระหนก ยึดติดอยู่กับเสาตุง ส่วนยอดเสาทำเป็นรูปไก่อยู่ใต้ฉัตร (ส่วนภาพที่นำมาประกอบนี้ ใต้ยอดฉัตรจะเป็นองค์เทพพนมในลักษณะท่ายืน)


แบบที่ ๒. ทำด้วยแผ่นไม้ แกะสลักเป็นลายดอกไม้ และเถาวัลย์ ลงรัก ปิดทอง ส่วนยอดทำเป็นรูปหงส์อยู่เหนือฐาน

ตุง เป็นภาษาล้านนามาจากคำว่า ธง คนล้านนาเชื่อว่า การใช้ตุงจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในพุทธศาสนาและประเพณีเกี่ยวกับชีวิต 

การสร้างตุงและการใช้ตุงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเป็นการบูชาพระธาตุ บูชาพระพุทธรูป การปักประดับในงานเฉลิมฉลองศาสนวัตถุต่างๆ การสืบทอดพระศาสนาให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี การเข้าสู่พระนิพาน การอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย
มักตั้งอยู่ภายในวัด บริเวณฐานชุกชี หน้าวิหารหรืออุโบสถ และรายรอบเจดีย์ ตุงจึงเป็นเครื่องสักการะประเภทหนึ่งที่ทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ผ้า กระดาษ ไม้



ตุงที่ทำมาจากไม้เรียกว่า ตุงกระด้าง เป็นวัฒนธรรมที่ล้านนารับมาจากพม่า ชาวพม่านิยมสร้างตุงกระด้างสำหรับถวายแด่พระรัตนตรัยอย่างถาวร มักถวายเป็นคู่ไว้หน้าพระประธานหรือหน้าอุโบสถ วิหาร บางแห่งทำไว้กลางลานวัดหรือใกล้พระเจดีย์
ตุงกระด้างเป็นตุงที่ทำด้วยไม้หรือโลหะ มีการแกะสลักประดับด้วยโลหะฉลุลายหรือประดับปูนปั้นเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายเครือเถาลายกระหนก ลายรูปสัตว์ โดยทั่วไปจะนิยมแกะสลักเป็นรูปสัตว์
ขอบคุณข้อมูล : วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เดือนสิบสองเป็ง (เปรตพลี) หรือ ประเพณีตานก๋วยสลาก (สลากภัต)

 

ประเพณีเดือนสิบสองเป็ง



"นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา " 

ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายแห่งคนดี


เดือน ๑๒ เหนือ หรือเดือนสิบใต้ มีประเพณีทางศาสนาที่สำคัญ คือมีการตานก๋วยสลากหรือสลากภัต ในวันขึ้น ๘ - ๑๕ ค่ำ ไปจนถึงเดือน ๑๒ แรม ๑๕ ค่ำ เรียกว่าประเพณีสิบสองเป็ง ซึ่งเป็นประเพณีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปหายังญาติผู้ได้ล่วงลับไป โดยเฉพาะวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒  คนเหนือเชื่อว่าในวันนี้ในโลกของนรกภูมิ จะได้มีการปลดปล่อยเหล่าวิญญาณ ผีเปรตต่างๆ เพื่อให้โอกาสกลับมาขอส่วนบุญจากญาติพี่น้อง ก่อนจะกลับไปยังภพของตนหรือสูงที่สุดคือการได้พ้นจากนรกภูมิ ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวล้านนาปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติประเพณีที่มุ่งเน้นถึงความกตัญญู เพื่อต้องการให้บุคคลผู้เป็นที่รักได้พบกับความสุข จึงได้ทำสืบๆ กันมา

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนิยมทำบุญโดยการนิมนต์พระมาแสดงพระธรรมเทศนาแบบพื้นเมืองเหนือ เช่นเรื่อง มาลัยโผดโลก นิพพานสูตร มหามูลนิพพาน กรรมวิบาก อานิสงส์ทานหาผู้ตาย อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ เป็นต้น    

        ดังนั้นจะเห็นว่าแม้ในสมัยพุทธกาล คือเมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น ก็มีปรากฏเหตุการณ์การทำบุญอุทิศส่วนกุศลถึงญาติพี่น้องโดยพระเจ้าพิมพิสาร และต่อมาก็ได้กระทำสืบต่อกันมา

ซึ่งคำว่า เปรต หมายถึงอมนุษย์ประเภทหนึ่ง อาศัยอยู่ในภูมิที่เรียกว่า เปรตวิสัย เปรตบางจำพวกอาศัยปะปนกับมนุษย์ เกิดจากจิตที่มีโลภะ คือเป็นคนโลภ ขี้ตระหนี่ ไม่ยอมทำทาน ตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต

ดังจะได้ยกเรื่องราวเมื่อครั้งพระเจ้าพิมพิสารได้สร้างบุญใหญ่ นั่นคือการยกสวนเวฬุวัน (สวนไผ่) เพื่อให้เป็นที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในยามค่ำคืนเอง ได้เกิดมีเสียงร้องครวญให้พระเจ้าพิมพิสารได้ยินโดยเหล่าเปรตทั้งหลาย ซึ่งต่างหวังว่าเมื่อพระองค์ได้ยินแล้วจะทรงระลึกถึงพวกตนบ้าง ซึ่งเหตุการณ์ก็เป็นไปดังเช่นนั้นจริง คือ พระเจ้าพิมพิสารเกิดสงสัยว่าเสียงประหลาดนี้มาจากไหน จึงได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า เป็นเสียงของเปรตซึ่งเป็นพระญาติของพระองค์ และตรัสเล่าถึงวิบากกรรมที่บรรดาพระญาติเกิดเป็นเปรต ซึ่งจะพ้นจากการเป็นเปรตได้ ก็ด้วยญาติของเปรตเหล่านั้นจะต้องทำบุญและอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ตั้งพระทัยที่จะถวายสวนไผ่ให้เป็นพระอารามไว้ในพระพุทธศาสนา แด่พระพุทธองค์พร้อมด้วยกับทั้งเหล่าพระสาวกนั้น  ด้วยอานิสงส์เหตุแห่งการถวายวัตถุทานเป็นอันมากนั้น ก่อให้เกิดซึ่งอานิสงส์ต่าง ๆ มากมาย เช่น อานิสงส์แห่งการถวายจีวรได้ส่งผลให้เปรตพระญาติมีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ อานิสงส์แห่งการถวายน้ำช่วยให้ดับความกระหายที่ทุกข์ทนทรมานมายาวนานหลายกัปกัลป์ อานิสงส์แห่งการถวายภัตตาหารได้กำจัดความหิวโหยโดยสิ้น จากเปรตกลายเป็นเทวดา พากันไปเสวยผลบุญกุศลบนสรวงสวรรค์ ด้วยอำนาจบุญที่พระเจ้าพิมพิสารอุทิศให้นี้เอง



ภาพบรรยากาศในพิธี งานเดือนสิบสองเป็ง (เปรตพลี) 

หรืองานตานก๋วยสลาก (สลากภัต)

ของวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

โดยทางวัดและคณะศรัทธาสาธุชน จะร่วมกันจัดขึ้นในวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ (เดือน ๑๐ ใต้) เป็นประจำในทุก ๆ ปี 



 

สำหรับในปีนี้ ตรงกับ วันพุธ ที่ ๒ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓  

วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (เหนือ) 

จึงนับเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวล้านนาและพุทธศาสนิกชน ที่ได้ร่วมปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาอันช้านานและจะยังคงสืบต่อรับช่วงกันไปอีกเรื่อย ๆ  ที่สำคัญที่สุดคือการได้เป็นส่วนส่งเสริมให้คนทุกคนได้ยึดมั่นในความดี ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ และมุ่งให้ทุกคนเป็นคนรู้จักตอบแทนบุญคุณ ผู้ซึ่งมีอุปการะคุณแก่ตน


photo by : วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ประวัติวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่


ประวัติวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร



ดอยจอมทองในสมัยพุทธกาล

        ดอยนี้คือที่ตั้งของวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดที่พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ ดอยจอมทองนี้มีสัณฐานเป็นภูเขาสูงจากระดับพื้นที่ราบอื่น ยอดดอยลูกนี้ในสมัยพุทธกาลมีเมืองๆหนึ่ง ชื่อว่า "เมืองอังครัฏฐะ" ห่างจากเมืองประมาณ ๕๐๐ วา มีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่าระมิงคะนที (แม่น้ำปิง) ไหลมาจากทิศเหนือผ่านเชิงดอยจอมทองไหลลงไปถึงมหาสมุทร และยังมีแม่น้ำอีกสายหนึ่งชื่อ สักการะนที (แม่น้ำแม่กลาง) ไหลจากท้องดอยลูกหนึ่งชื่อ อังคสักการะ (ดอยอังกาหรือดอยอินทนนท์) ไหลผ่านดอยจอมทองมาทางทิศตะวันตก ห่างจากเชิงดอยประมาณ ๓๐๐ วา แล้วไหลไปตกแม่น้ำระมิงคะนที ที่บ้านสบเตี้ยะ (เรียกว่า สบกลาง) ทางทิศใต้ของดอยจอมทอง เมืองอังครัฎฐะนั้นมีเจ้าผู้ครองนครนามว่า พระยาอังครัฏฐะ

   


    พระยาอังครัฏฐะ ได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า "บัดนี้พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เวลานี้ประทับอยู่เมืองราชคฤห์ ในประเทศอินเดีย" จึงอธิษฐานขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงเสด็จมาสู่เมืองอังครัฏฐะ ทรงแสดงธรรม และทรงพยากรณ์ไว้ว่า "เมื่อเราตถาคตนิพพานแล้ว ธาตุพระเศียรเบื้องขวาของเรา จักมาประดิษฐานอยู่ ณ ดอยจอมทองแห่งนี้" แล้วเสด็จกลับ ส่วนพญาอังครัฎฐะทรงสดับพระดำรัสที่ตรัสพยากรณ์นั้นแล้ว ได้ทรงรับสั่งให้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่ทรงพยากรณ์ไว้



    กาลล่วงมาถึงรัชสมัยแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหาเป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาไว้ ทรงอธิษฐานไว้ว่า "ต่อไปข้างหน้า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ฝูงชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา"





        เมื่อถึง พ.ศ. ๑๙๙๕ พ่อสร้อย แม่เม็ง สองสามีภรรยา บ้านอยู่ใกล้ดอยจอมทอง ได้เริ่มสร้างวัดขึ้นบนยอดดอยจอมทอง แล้วให้ชื่อว่า "วัดศรีจอมทอง" การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี พ่อสร้อย แม่เม็ง ก็ได้ถึงแก่กรรมไป

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ชื่อ สิบเงิน กับ สิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจอมทอง และได้ก่อสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้นหนึ่งหลังจนเสร็จ แล้วได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาส



    กาลล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๐๔๒ ในสมัยที่พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาส มีตาปะขาวคนหนึ่งเกิดนิมิตฝันว่า ที่ใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้ มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้สักการบูชาต่อไป ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันให้เจ้าอาวาสฟัง ท่านจึงได้ทำการอธิษฐานว่า "ถ้ามีจริงดังฝันนั้น ขอให้กระบรมธาตุจงเสด็จออกมาในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด" เมื่ออธิษฐานแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ได้พบพระบรมธาตุอยู่ในช่องใจกลางพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งตั้งอยู่ภายในวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้ โดยเงียบๆ สืบมา

ถึง พ.ศ. ๒๐๕๘ สมัยที่พระสีลปัญโญเป็นเจ้าอาวาส ได้มีพระมหาพุทธญาโณเถระ ได้ตำนานพระทักขิณโมลีธาตุมาจากพุกาม จึงได้สั่งให้พระอานันทะผู้เป็นศิษย์ ไปสืบดูพระบรมธาตุที่วัดศรีจอมทอง จึงได้ทำการสักการบูชาอธิษฐานอยู่ ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญเมื่อได้เห็นอาการดังนั้น จึงได้นำเอาพระบรมธาตุที่ได้เก็บรักษากันต่อๆมานั้น ออกมาแสดงให้พระอานันทะทราบ พระอานันทะจึงได้นำความไปแจ้งแก่พระมหาพุทธญาโณผู้เป็นอาจารย์ ฝ่ายพระมหาพุทธญาโณเมื่อได้ทราบดังนั้น จึงได้นำความไปทูลพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราชเจ้า (พระรัตนราช , พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ให้ทรงทราบ

พ.ศ. ๒๐๖๐ พระเมืองแก้ว จึงอาราธนาให้พระพุทธญาโณเป็นหัวหน้าไปสร้างวิหารจตุรมุข และก่อปราสาทไว้ภายในวิหารนั้น แล้วอัญเชิญพระบรมธาตุเข้าประดิษฐานไว้ภายในปราสาทนั้น พระบรมธาตุจึงได้รับการเก็บรักษาไว้โดยวิธีนี้ต่อๆมา จนกระทั่งถึงกาลปัจจุบันนี้




ขอบพระคุณข้อมูลจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

ภาพวาดฝาผนังบางส่วนภายในพระอุโบสถวัดพระธาตุศรีจอมทอง

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

งานประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์

     

ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ (แห่ไม้ค้ำสะหลี)

          

อินทนนท์สูงเด่น ร่มเย็นองค์พระธาตุ 

น้ำตกสวยสะอาด เชิดชูศาสน์แห่ไม้ค้ำโพธิ์

     


เป็นการกล่าวถึงอำเภอจอมทอง ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่นอกจากจะบริบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนาได้เจริญสืบมาอย่างยาวนาน ทั้งศาสตร์ศิลป์และวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบันก็ยังคงปรากฏให้เห็น อีกหนึ่งประเพณีที่อยู่คู่ศาสนาและชุมชนมาอย่างยาวนานคืองานแห่ไม้ค้ำโพธิ์


 ด้วยความเชื่อของชาวพุทธว่าต้นไม้ใหญ่มักมีเทวดาอารักษ์สิงสถิตอยู่โดยเฉพาะต้นโพธิ์นั้นเป็นต้นไม้ที่ปรากฏอยู่ในพุทธประวัติเพราะพระพุทธเจ้าได้ประทับใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์เมื่อคราวที่ทรงบำเพ็ญความเพียรและทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี (ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า "พุทธคยา" เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา รัฐพิหารอินเดีย

ต้นโพธิ์นั้นเมื่อเจริญเติบโตจะมีกิ่งก้านสาขาทอดยาว บางกิ่งโน้มเอียง ชาวบ้านเกรงว่าจะหักโค่น จึงได้นำไม้ง่ามมาค้ำยันกิ่งไว้ โดยเชื่อว่านอกจากจะเป็นการค้ำยันกิ่งไม่ให้ล้มแล้ว ยังมีความหมายไปถึงการค้ำชูพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวสืบต่อไป อีกทั้งเชื่อกันว่าอานิสงส์ในการถวายไม้ค้ำโพธิ์นั้น จะช่วยคุ้มครองดวงชะตาให้เจริญขึ้น ไม่ตกต่ำ จะมีคนช่วยเหลือค้ำชูอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้ชาวจอมทองจึงได้สืบสานประเพณีความเชื่อนี้ไว้  โดยที่ชาวจอมทองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เมืองซึ่งตรงกับช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ต่างก็จะพากันกลับบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อจุดประสงค์เพื่อสระเกล้าดำหัวผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือการร่วมงานประเพณีสำคัญ นั่นคืองานแห่ไม้ค้ำโพธิ์  โดยแต่ละชุมชนจะมีการจัดขบวนมุ่งหน้าสู่วัดธาตุศรีจอมทองฯ ทั้งเด็ก วัยรุ่นกลุ่มหนุ่มสาว ผู้ใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่จะมาร่วมขบวนแห่พร้อมทั้งฟ้อนรำอย่างสนุกสนาน  และเมื่อถึงวัดพระธาตุศรีจอมทองฯ ทุกคนจะร่วมกันถวายไม้ค้ำโพธิ์หรือไม้ค้ำสะหลี เพื่อค้ำต้นโพธิ์ให้มั่นคงแข็งแรง

 จึงถือเป็นประเพณีสำคัญและน่าสนใจในช่วงวันสงกรานต์ของชาวล้านนา




 หมายเหตุ : วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓  นับเป็นปีแรกที่ไม่มีการจัดงานประเพณีสงการานต์ดังนั้นงานแห่ไม้ค้ำโพธิ์ก็เลยไม่มีเข่นกัน เพราะทั้งสองกิจกรรมนี้เป็นงานที่จัดร่วมกันในประเพณีเดียวกัน เป็นปีที่ทั้งในประเทศและทั่วโลกเฝ้าระวังในเรื่องการระบาดของโรคโควิด (covid-19) ซึ่งเป็นโรคระบาดที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันของประขากรโลก 

โกศ ๗ ชั้นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจอมทอง


โกศ ๗ ชั้นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจอมทอง




โกศประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตเจ้าจอมทอง มี ๗ ชั้น คือ

ชั้นที่ ๑ โกศเงินมีสัณฐานกลม กว้าง ๑ ศอก สูง ๑ เมตร ตั้งอยู่บนแท่น ภายในมณฑปปราสาท จารึกใต้ฐานระบุว่าถวายไว้ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๙๓ (๑๗๐ ปี)



ชั้นที่ ๒ โกศทองเหลืองหล่อปิดทอง มีสัณฐานกลม กว้าง ๑๐ นิ้ว สูง ๑ ศอก เดิมเป็นยอดเงิน แล้วต่อมาได้ทำยอดทองคำประดับด้วยอัญมณี

ชั้นที่ ๓ ผอบเงิน ใต้ฐานจารึกว่า "ศรัทธา นายติ๊บ นางบัวลอย ฝั้นใหม่ ถวายพระธาตุเจ้า พ.ศ. ๒๔๕๕ (๑๐๘ ปี)


ชั้นที่ ๔ เป็นกระบอกทำด้วยงาช้าง สูงประมาณ ๒ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้วครึ่ง โดยมี เหรียญทองคำแท้ ฝังเพชรแท้ เหรียญละ ๙ เม็ด จำนวน ๓ เหรียญ เพื่อใช้บรรจุไว้ใต้ฐานผอบ ทั้ง ๓ ชั้น สร้างถวายโดย พระเดชพระคุณพระพรหมมงคล และท่านเจ้าคุณพระศรีศิลปาจารย์ พร้อมคณะศิษยานุศิษย์

ชั้นที่ ๕ กระบอกทองคำเกลี้ยง สูง ๑ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ นิ้ว จารึกใต้ฐานระบุ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ (๖๖ ปี)

ชั้นที่ ๖ ผอบทองคำลงยา ประดับเพชร หนัก ๔ บาท ถวายโดย เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ในรัชกาลที่ ๕ ในพ.ศ. ๒๔๖๕ (๙๘ ปี)



ชั้นที่ ๗ ผอบทองคำเกลี้ยง หนัก ๑๖ กรัม มีขนาดเท่าผลมะยมเขื่อง ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานไว้ในผอบทองคำนี้




   ขอกราบขอบพระคุณ ข้อมูล : วัดพระธาตศรีจอมทอง วรวิหาร

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ปราสาทชมพู วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

 ปราสาทชมพู วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร
พระมณฑปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจอมทอง
ปราสามชมพู 
โขงพระเจ้า 



ปราสาทชมพู หรือ โขงพระเจ้า พระมณฑปทรงปราสาทในพระวิหารหลวง เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง ตั้งอยู่ภายในพระวิหารหลวง สร้างโดยพระเจ้าติลกปนัดดาธิราช (พระเมืองแก้ว) กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๑ ราชวงศ์มังราย แห่งอาณาจักรล้านนา ในปี พ.ศ. ๒๐๖๐ มีอายุ ๕๐๓ ปี

 


ก่ออิฐถือปูน สลักลวดลายแบบล้านนา อย่างงดงาม และปิดทองทั้งองค์ ลักษณะสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คล้ายพระเจดีย์ฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๘ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหา มีประตูทั้ง ๔ ด้าน ท่ามกลางคูหา มีแท่นสำหรับตั้งพระโกศประดิษฐานพระบรมธาตุ



ตามตำนานพระบรมธาตุศรีจอมทอง ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงของการสร้างวัดพระธาตุศรีจอมทองในสมัยราชวงศ์มังราย กล่าวถึง


จุลศักราช ๘๗๘   (พ.ศ. ๒๐๖๐) พระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทรงทราบจากพระมหาพุทธญาโณ ว่า พระบรมธาตุเจ้าได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ภายในอาณาเขตแว่นแคว้นของพระองค์เช่นนั้นแล้ว ก็มีพระทัยปิติยินดีปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับสั่งแก่พระมหาพุทธญาโณเถระว่า "ขอพระคุณเจ้า จงไปจัดการเริ่มปฏิสังขรณ์ ปลูกสร้างวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น ๔ มุข เหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิ แล้วให้ก่อปราสาทหลังหนึ่ง ให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิหลวง (วัดเจ็ดยอด) ไว้ท่ามกลางพระวิหารนั้น 


เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้า ให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป" ดังนี้แล้ว ทรงประทานเงินหมื่นหนึ่ง เพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง พระเถระเจ้ารับคำแล้ว ได้นำตาปะขาว นักบุญ และนายช่างทั้งหลาย ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ร่วมกับเจ้าอาวาส ศรัทธาประชาชน เริ่มการปลูกสร้างพระวิหารและปราสาท ในปีชวด อัฏฐศก พ.ศ. ๒๐๖๐ ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครนั้นสั่งทุกประการ 



ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง, ๒๔๙๑



กราบขอบพระคุณข้อมูลจากวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง หรือเทศกาลสงกรานต์

  ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง การเริ่มต้นแห่งศักราชใหม่ (ผู้เขียน พนมกร นันติ) ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง หรือเทศกาลสงกรานต์ คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสัน...